วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

มารู้จักตลาดการเงินประเทศไทย

                                                ตลาด  SET

          Secure Electronic Transaction (SET) เป็นระบบสำหรับทำให้มั่นใจ ถึงความปลอดภัยของ ทรานแซคชันทางการเงินบนอินเตอร์เน็ต ซึ่งได้รับการสนับสนุนเริ่มต้นโดย MasterCard, Visa, Microsoft, Netscape และ อื่น ๆ ด้วย SET ผู้ใช้จะได้รับ electronic wallet และทรานแซคชันที่นำ และตรวจสอบโดยการใช้ส่วนประกอบของ digital certificate และ digital signature ในระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย และ ธนาคารของผู้ซื้อ ในวิธีที่ทำให้มั่นใจว่า มีความเป็นส่วนบุคคลและมั่นใจได้ SET ใช้ Netscape Secure Socket Layer (SSL), Microsoft Secure Transaction Technology (STT) และ Terisa System Secure Hypertext Transfer Protocol (S-HTTP) SET ใช้บางส่วน แต่ไม่ใช่รูปแบบทั้งหมดของ public key infrastructure

การทำงานของ SET

สมมุติให้ลูกค้ามี browser ที่ใช้ SET ได้ เช่น Netscape หรือ Microsoft Internet Explorer และ ผู้ให้ทรานแซคชัน (ธนาคาร , ร้านค้า) มี Set-enable server

          1. ลูกค้าเปิดบัญชี MasterCard หรือ Visa
          2. ลูกค้าได้รับ digital certificate ไฟล์อีเลคโทรนิคส์ทำงานเหมือนบัตรเครดิตสำหรับการซื้อสินค้า online หรือทรานแซคชันอื่น ซึ่งจะรวม key สาธารณะซึ่งมีวันหมดอายุ และมี digital switch โดยธนาคารรับประกันการใช้งาน
          3. ผู้ขายสินค้าฝ่ายที่ 3 จะได้รับ certificate จากธนาคาร certificate มี key สาธารณะของผู้ขายสินค้าและธนาคาร
          4. ลูกค้าวางใบสั่งซื้อผ่านเว็บเพจ
          5. browser ของลูกค้า ได้รับและการยืนยันจาก certificate ของผู้ขายสินค้าว่าถูกต้องตามกฎหมาย
          6. browser ส่งสารสนเทศของใบสั่งของ ข่าวสารนี้จะ encrypt ด้วย key สาธารณะของผู้ขาย รายละเอียดการชำระเงิน จะ encrypt ด้วย key สาธารณะของธนาคาร (ผู้ขายสินค้าไม่สามารถอ่านได้) และสารสนเทศที่ประกันการจ่าย สามารถใช้เฉพาะใบสั่งซื้อนี้
          7. ผู้ขายตรวจสอบลูกค้าโดยการตรวจสอบ digital signature บน customer's certificate อาจจะทำโดยการอ้างถึง certificate ไปที่ธนาคาร หรือฝ่ายที่ 3 (third-party) ตรวจสอบเอง
          8. ผู้ขายส่งข่าวสารของใบสั่งซื้อไปที่ธนาคาร รวมถึง key สาธารณะของธนาคาร สารสนเทศการชำระเงินของลูกค้า และ certificate ของผู้ขายสินค้า
          9. ธนาคารตรวจสอบผู้ขายและข่าวสาร ธนาคารใช้ digital signature บน certificate กับข่าวสารและตรวจสอบส่วนการชำระเงิน
          10. ธนาคาร digitally sign และส่งอำนาจให้กับผู้ขายสินค้า


                                              ตลาด   MAI

 ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (Market for Alternative Investment - MAI) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2542 และเปิดทำการซื้อขายวันแรกเมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2544 มีจุดประสงค์การทำงานโดยทั่วไป เหมือนกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน เพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้ แต่ตลาดใหม่นี้ จะเน้นไปที่กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี - SME) และกิจการเกี่ยวกับนวัตกรรม โดยได้ผ่อนผันหลักเกณฑ์ต่างๆ ลง เช่น ทุนชำระแล้วขั้นต่ำของหลักทรัพย์ในตลาดหลัก คือ 200 ล้านบาท ในขณะที่ขั้นต่ำของตลาดใหม่ ลดลงเป็น 40 ล้านบาท เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ได้มีหนทางในการระดมทุน รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมการร่วมลงทุน (venture capital) เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

                                          ตลาด    TFEX

TFEX ย่อมาจาก Thailand Futures Exchage หรือ บริษัทตลาดอนุพันธ์(ประเทศไทย)จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อดำเนินการเป็นศูนย์ซื้อ-ขาย สัญญาชื้อขายล่วงหน้า ตามพระราชบัญญัติสัญญาชื้อขายล่วงหน้า พ.ศ.2546 โดยเริ่มซื้อขายวันที่ 28 เมษายน 2549 เป็นวันแรก

สินค้าที่ซื้อขายใน Tfex ตามพรบ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พศ.2546 สินค้าที่สามารถซื้อขายใน บมจ.ตลาดอนุพันธ์ ได้คือ

1. ฟิวเจอร์ (Futures)
2. ออปชั่น (Option)
3. ออปชั่นบนสัญญาฟิวเจอร์ ( Options on Futures)
ของสินทรัพย์อ้างอิงประเภทต่างๆ ได้แก่
- อ้างอิงกับตราสารทุน ได้แก่ ดัชนีราคาหลักทรัพย์ หลักทรัพย์
- อ้างอิงตราสารหนี้ ได้แก่ พันธบัตร อัตราดอกเบี้ย
- อ้างอิงกับราคา หรือราคาอื่นๆ ได้แก่ ทองคำ น้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน

สัญญาซื้อขายล่วงหน้า คือการตกลงราคาซื้อขายกัน โดยจะมีวันกำหนดอายุ เช่น Set50Futures หรือ Tfex จะแบ่งเป็น 4 ช่วงอายุใน 1 ปี ช่วงหนึ่งจะมีอายุ 3 เดือน อย่างเช่นตอนนี้ จะใช้สัญญาที่ซื้อขายกันจะหมดอายุ เดือนมิถุนายน ชื่อสัญญา S50M10


สินค้าตัวแรกของ TFEX คือ SET50 หรือ เรียกว่า Set 50 Index Futures

จุดเด่นของ Tfex คือ สามารถขายก่อนซื้อ หรือ สามารซื้อก่อนขายได้ทั้งคู่ และเป็นการลงทุนน้อยแต่ผลตอบแทนหรือความเสี่ยงจะสูงมาก


                                       ตลาด    BEX

การที่ตลาดตราสารหนี้ BEX เป็นตลาดรองซื้อขายตราสารหนี้และเปิดรับตราสารหนี้ทุกประเภทเข้าจดทะเบียน ซื้อขายได้ เอื้อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ในด้านนักลงทุนบุคคลสามารถเข้าถึงช่องทางการซื้อขายด้วยขั้นตอนการซื้อขาย ที่มีมาตรฐานอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ มีความโปร่งใสของราคา

        ความถูกต้องของข้อมูลเพื่อตัดสินใจก่อนลงทุน และ ความน่าเชื่อถือในเรื่องการชำระราคา และส่งมอบ จากแต่เดิมที่เป็นการยากที่นักลงทุนบุคคลจะมีข้อมูลครบถ้วนเพื่อซื้อขายอีก ทั้งยังมีช่องทางการซื้อขาย ที่จำกัด ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนค่าเสียเวลา ค่าเดินทาง และต้นทุนค่าหาข้อมูล และในอดีตมูลค่าการซื้อขายขั้นต่ำ ประมาณห้าแสนถึงหนึ่งล้านบาทขึ้นไปซึ่งถือว่าจำกัดจำนวนผู้ลงทุน การมีตลาดตราสารหนี้ BEX เป็นการลดต้นทุน ดังกล่าวให้แก่ นักลงทุนเพราะเป็นการเพิ่มช่องทางการลงทุน นักลงทุนสามารถไปติดต่อซื้อขายกับบริษัทหลักทรัพย์ โดยจำนวนขั้นต่ำของการซื้อขาย คือ ประมาณ หนึ่งแสนบาท อีกทั้งนักลงทุนสามารถดูราคาซื้อขายข้อมูลตราสารหนี้ ที่ถูกต้อง บทความ หรือสภาวะการลงทุน ได้ที่ เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ คือ www.set.or.th หรือห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
 ประโยชน์ดังกล่าวจะทำให้ลดต้นทุนของนักลงทุนที่ไม่จำเป็นออกไป และยังได้สร้าง ความโปร่งใสในเรื่องข้อมูล และราคาการซื้อขายที่แท้จริง ซึ่งถือเป็น การเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ตลาดตราสารหนี้อีกด้วย
ตลาดตราสารหนี้ BEX ได้เปิดโอกาสให้บริษัทผู้ออกตราสารหนี้นำ ตราสารหนี้มาจดทะเบียนซื้อขายซึ่งทำให้บริษัท ผู้ออกสามารถลดภาระต้นทุน การนำเสนอข้อมูลตราสารหนี้ และกำหนดราคาตลาดด้วยตนเอง 
     โดยบริษัทผู้ออกสามารถใช้ช่องทางของตลาดตราสารหนี้ BEX เป็นแหล่งศูนย์กลางการเปิดเผยข้อมูล และเป็นช่องทางการซื้อขาย โดยข้อมูล และราคาตราสารหนี้จะเปิดเผยไว้ในระบบหน้าจอการซื้อขาย เว็บไซต์์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย www.set.or.th และระบบข้อมูลที่เผยแพร่โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแก่บริษัทสมาชิก บริษัทจดทะเบียน และ ผู้ร่วมตลาด อีกทั้งหนังสือเผยแพร่ที่จัดทำโดยตลาดตราสารหนี้ BEX และ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำให้บริษัทผู้ออกสามารถทราบราคา ตราสารหนี้ปัจจุบันของตนเองซึ่งง่ายต่อทางบัญชีในการบันทึกราคาตราสารหนี้ ณ ปัจจุบัน และยังทราบถึงสภาพคล่องของตราสารหนี้อีกด้วย ตราสารหนี้ที่จดทะเบียนในตลาด BEX สามารถสร้างความเชื่อมั่นและเป็นที่ยอมรับแก่ นักลงทุนบุคคลและสถาบัน และผู้ร่วมตลาด เนื่องด้วย ตลาดตราสารหนี้ BEX ได้จัดทำระบบการซื้อขายทั้งสำหรับ นักลงทุนบุคคลและสถาบัน ทำให้นักลงทุนและผู้ร่วมตลาดที่เกี่ยวข้องในตลาดตราสารหนี้สามารถเห็นข้อมูล และความเคลื่อนไหวการซื้อขายอย่างชัดเจน ทำให้บริษัทผู้ออกตราสารหนี้ ขนาดกลางและเล็กเป็นที่รู้จักในกลุ่มนักลงทุนบุคคลและสถาบัน พร้อมผู้ร่วมตลาดจึงช่วยลดต้นทุนในการออก ตราสารหนี้ได้ในครั้งต่อไป และ ยังเป็นการเพิ่มฐานนักลงทุนของบริษัทได้อีกด้วย 
     ปัจจุบัน ตลาดตราสารหนี้ได้ ยกเว้นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนซื้อขายตราสารหนี้ แก่บริษัท ผู้ออกจึงเพิ่มความสะดวกและลดต้นทุนแก่บริษัท
ตลาดตราสารหนี้ BEX จึงช่วยพัฒนาตลาดการซื้อขายในประเทศและสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นระหว่างอุป สงค์ และอุปทาน และเพิ่มความมั่นคงให้กับ ระบบเศรษฐกิจไทย


                                               ตลาด  AFET

   ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (The Agricultural Futures Exchange of Thailand) หรือ AFET เป็นตลาดซื้อขายล่วงหน้า ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า พ.ศ.2542 จึงนับได้ว่าเป็นตลาดล่วงหน้าที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายเป็นตลาดแรกในประเทศไทย หน้าที่ของ AFET ก็คือ เป็นศูนย์กลางในการรับซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ที่จะส่งมอบและรับมองกันในอนาคต โดยตลาดจะทำการคัดเลือกสินค้า กำหนดกฎระเบียบและเงื่อนไขในการซื้อขาย ดูแลการซื้อขายให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวมไปถึงจัดให้มีการส่งมอบและรับมอบสินค้าอย่างเป็นระบบ ถูกต้องตามข้อตกลงหรือสัญญา
ตลาดมีปรัชญาการดำเนินงานโดยเน้น ความมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม มีกฎเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐาน และมีระบบการซื้อขายที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
สินค้าใน AFET
สิ่งที่นำมาซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า คือ "ข้อตกลงล่วงหน้า" หรือ "สัญญาซื้อขายล่วงหน้า" (Futures contract) โดยสินค้าที่นำมาทำข้อตกลง (สัญญา) ซื้อขายล่วงหน้า ได้แก่
  1. ยางแผ่นรมควันชั้น 3
  2. ข้าวขาว 5% Both Options
  3. ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 Both Options
  4. มันสำปะหลังเส้น
ข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้าหรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีหน้าตาอย่างไร?
ข้อ ตกลงซื้อขายล่วงหน้าจะมีเงื่อนไขข้อกำหนดต่าง ๆ ที่สำคัญ ๆ ที่ทำให้ผู้ซื้อ ผู้ขายรู้ว่าสินค้าที่อ้างอิงสำหรับข้อตกลงนั้นคืออะไรซึ่งเราเรียกว่า Contract Specifications ดังนี้
  1. สินค้า (Underlying Product) เป็นการระบุว่าข้อตกลงนี้ใช้สินค้าเกษตรอะไรมาอ้างอิง
  2. คุณภาพสินค้าที่ส่งมอบ (Standard Grade) ระบุ ถึงคุณสมบัติของสินค้าเกษตรชนิดนั้นให้ชัดเจนลงไปว่าใช้มาตรฐานใดมากำหนด เช่นยางแผ่นรมควันชั้น 3 ตามมาตรฐาน GREEN BOOK และผลิตหรือส่งมอบจากโรงงานที่ตลาดรับรอง
  3. หน่วยการซื้อขาย (Contract Size) ระบุว่าการซื้อขาย 1 หน่วย จะคิดเป็นสินค้าจำนวนเท่าใด เช่น หนึ่งหน่วยการซื้อขายของยางแผ่นรมควันชั้น 3 เท่ากับ 5,000 กิโลกรัม หรือ 5 เมตริกตัน
  4. หน่วยการส่งมอง (Delivery Unit) โดยปกติจะมากกว่าหน่วยการซื้อขาย เช่น 1 หน่วยการส่งมอบของยางแผ่นรมควันชั้น 3 เป็น 4 เท่าของหน่วยการซื้อขาย คือ 20,000 กิโลกรัม หรือ 20 เมตริกตัน
  5. วิธีการซื้อขาย (Trading Method) AFET จะใช้วิธีเดียวกันในทุกสินค้า คือใช้ระบบ Computerized Continuous Trading
  6. ราคาซื้อขาย (Price Quotation) AFET กำหนดเป็น บาท/กิโลกรัม ในทุกสินค้า
  7. อัตราการขึ้นลงของราคา (Tick Size) เช่น ยางแผ่นรมควันชั้น 3 มีขั้นอัตราขึ้นลงของราคา เท่ากับ 0.05 บาท ต่อ กิโลกรัม
  8. อัตราการขึ้นลงของราคาสูงสุดประจำวัน (Daily Price Limits) เป็นการจำกัดไม่ให้ราคาเคลื่อนไหวขึ้นลงในแต่ละวันสูงเกินกว่าที่กำหนด ซึ่งจะมีอัตราแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับราคาสินค้าอ้างอิงนั้น ๆ โดยตลาดจะประกาศให้ทราบทุกเดือน อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ตลาดเห็นว่ามีเหตุการณ์ที่ทำให้ราคาซื้อขายเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก หรือการกำหนดเพดานการขึ้นลง จะทำให้การซื้อขายล่วงหน้าไม่เป็นไปตามสภาพที่เป็นจริง ให้ตลาดประกาศอัตราขึ้นลงได้ตามที่เห็นสมควร
  9. จำนวนการถือครองข้อตกลง (Position Limits) เป็นการจำกัดจำนวนการถือครองข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้าของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลหนึ่ง ๆ ไม่ให้สูงเกินไป
  10. อัตราเงินประกัน (Customer Margin) เป็นข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงได้ จึงต้องคอยติดตามการประกาศเป็นระยะ ๆ
  11. หลักประกันการส่งมอง (Delivery Deposit) เป็นข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งจะมีการประกาศเป็นระยะ ๆ เช่นกัน
  12. เวลาซื้อขาย (Trading Hours) ตลาดเปิดทำการซื้อขายตั้งแต่เวลา 10.00-15.45 น. ของทุกวันทำการที่ตลาดกำหนด
  13. เดือนที่ครบกำหนดส่งมอบ (Delivery Months)
  14. วันซื้อขายวันสุดท้าย (Last Trading Day)
  15. วันส่งมอบวันสุดท้าย (Last Delivery Day)
  16. วิธีการส่งมอบ จุดส่งมอบ และเงื่อนไขการส่งมอบ (Delivery Terms and Conditions)


ผู้ที่เข้ามาซื้อขายสินค้าใน AFET
เมื่อ รู้จักตัวสินค้าแล้ว ก็มาทำความรู้จักกันว่าใครบ้างที่เข้ามาซื้อขายสินค้าที่ว่านี้ ทั้งที่ลงทุนอยู่แล้ว และสำหรับกลุ่มที่กำลังตัดสินใจว่าจะเข้ามาลงทุนหรือไม่ หากแบ่งตามวัตถุประสงค์ของการเข้ามาใช้ตลาด จะแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ
  • ผู้ที่ต้องการป้องกันความเสี่ยง (Hedger) คือ ผู้ที่เข้ามาซื้อหรือขายสัญญาล่วงหน้าในตลาดสินค้าเกาตรล่วงหน้า เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดจากความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร ซึ่งผู้ซื้อขายกลุ่มนี้เป็นผู้ทีต้องเกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรอยู่แล้ว ไม่ว่าจะในฐานะผู้ผลิต ผู้แปรรูป ผู้ค้า หรือผู้ส่งออก
  • ผู้ลงทุนที่หวังกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคา (Speculator) คนกลุ่มนี้โดยปกติจะไม่มีธุรกรรมอะไรที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าเกษตรชนิดนั้น ๆ และไม่ต้องการส่งมอบหรือรับมอบสินค้าจริง เพียงแต่รอจังหวะการเข้าซื้อขายโดยหวังกำไรจากส่วนต่างของราคาที่เคลื่อนไหว ขึ้นลง ซึ่งคนกลุ่มนี้มีความสำคัญอย่างมากกับตลาดล่วงหน้า เพราะจะเป็นผู้ที่เข้ามารับถ่ายโอนความเสี่ยงจากผุ้ที่ต้องการลดความเสี่ยง (Hedger) ช่วยให้กลไกตลาดทำงานได้อย่างสมบูรณ์ รวมทั้งเป็นผู้สร้างสภาพคล่องให้แก่ตลาด

 

บทบาทสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ

                                
                                 บทบาท สำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ

   โดยพื้นฐานของเทคโนโลยีย่อมมีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าว หน้าได้ แต่เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิถีความเป็นอยู่ของสังคม สมัยใหม่อยู่มาก ลักษณะเด่น
ที่สำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศมีดังนี้
 

    เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ในการประกอบการทางด้านเศรษฐกิจ การค้า และการอุตสาหกรรม จำเป็นต้องหาวิธีในการเพิ่มผลผลิต
ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารเข้ามาช่วยทำให้ เกิดระบบอัตโนมัติ เราสามารถฝากถอนเงินสดผ่านเครื่องเอทีเอ็มได้ตลอดเวลา ธนาคารสามารถให้บริการได้ดีขึ้น ทำให้การบริการโดยรวมมีประสิทธิภาพในระบบการจัดการทุกแห่งต้องใช้ข้อมูล เพื่อการดำเนินการ
และการตัดสินใจ ระบบธุรกิจจึงใช้เครื่องมือเหล่านี้ช่วยในการทำงาน เช่น ใช้ในระบบจัดเก็บเงินสด จองตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น  เทคโนโลยีสารสนเทศเปลี่ยนรูปแบบการบริการเป็นแบบกระจาย เมื่อมีการพัฒนาระบบข้อมูลและการใช้ข้อมูลได้ดี การบริการต่าง ๆ จึงเน้นรูปแบบการบริการแบบกระจาย ผู้ใช้สามารถสั่งซื้อสินค้าจากที่บ้าน สามารถสอบถามข้อมูลผ่านทางโทรศัพท์ นักเรียน   นักศึกษาสามารถใช้คอมพิวเตอร์สอบถามผลสอบจากที่บ้านได้  เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งที่จำเป็น สำหรับการดำเนินการในหน่วยงานต่าง ๆ ปัจจุบันทุกหน่วยงานต่างพัฒนาระบบรวบรวมจัดเก็บข้อมูลเพื่อใช้ในองค์การ ประเทศไทย มีระบบทะเบียนราษฎร์ที่จัดทำด้วยระบบ ระบบเวชระเบียนในโรงพยาบาล ระบบการจัดเก็บข้อมูลภาษี ในองค์การทุกระดับเห็นความสำคัญที่จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้  เทคโนโลยีสารสนเทศเกี่ยวข้องกับคนทุกระดับ พัฒนาการด้าน
เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ดังจะเห็นได้จาก
การพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ การใช้ตารางคำนวณ และใช้อุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมแบบ
 

                        ประโยชน์และผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ


 การ กำเนิดของคอมพิวเตอร์เมื่อประมาณห้าสิบกว่าปีที่แล้ว เป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่ยุค  สารสนเทศ ในช่วงแรกมีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นเครื่องคำนวณแต่ต่อมาได้มีความ พยายามพัฒนาให้คอมพิวเตอร์
์เป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับการจัดการข้อมูล เมื่อเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ได้ก้าวหน้ามากขึ้นทำให้สามารถ
สร้างคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กลง แต่ประสิทธิภาพสูงขึ้น สภาพการใช้งานจึงใช้งานกันอย่างแพร่หลาย
ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ม ีต่อชีวิตความเป็นอยู่และสังคมจึงมีมากมีการเรียนรู้และใช้สารสนเทศ
กันอย่างกว้างขวาง ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศ  โดยรวมกล่าวได้ดังนี้
การ สร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น      สภาพความเป็นอยู่ของสังคมเมือง มีการพัฒนาใช้ระบบสื่อสารโทรคมนาคม เพื่อติดต่อสื่อสารให้สะดวกขึ้น มีการประยุกต์มาใช้กับเครื่องอำนวยความสะดวกภายในบ้าน เช่น ใช้ควบคุมเครื่องปรับอากาศ ใช้ควบคุมระบบ   ไฟฟ้าภายในบ้าน เป็นต้น
สารสนเทศกับการเรียนการสอนในโรงเรียน   การเรียนการสอนในโรงเรียนมีการนำคอมพิวเตอร์และเครื่องมือประกอบช่วยในการเรียนรู้
ู้ เช่น วีดิทัศน์ เครื่องฉายภาพ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน คอมพิวเตอร์ช่วยจัดการศึกษา จัดตารางสอน
คำนวณระดับคะแนน จัดชั้นเรียน ทำรายงานเพื่อให้ผู้บริหารได้ทราบถึงปัญหาและ
การ แก้ปัญหาในโรงเรียน ปัจจุบันมีการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียนมากขึ้น เทคโนโลยีสารสนเทศกับสิ่งแวดล้อม  การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่าง
จำ เป็นต้องใช้สารสนเทศ เช่น การดูแลรักษาป่า จำเป็นต้องใช้ข้อมูล มีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม     การติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การพยากรณ์อากาศ การจำลองรูปแบบสภาวะสิ่งแวดล้อม
เพื่อปรับปรุงแก้ไข การเก็บรวมรวมข้อมูลคุณภาพน้ำในแม่น้ำต่าง ๆ การตรวจวัดมลภาวะ ตลอดจนการใช้ระบบการตรวจวัดระยะไกลมาช่วยที่เรียกว่าโทรมาตร เป็นต้น เทคโนโลยีสารสนเทศกับการป้องกันประเทศ  กิจการทางด้านการทหาร มีการใช้เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์และระบบควบคุม มีการใช้ระบบป้องกันภัย ระบบเฝ้าระวังที่มีคอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน การผลิตในอุตสาหกรรม และการพาณิชยกรรม   การแข่งขันทางด้านการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจำเป็นต้องหาวิธีการในการผลิตให้ ได้มาก ราคาถูกลงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เข้ามามีบทบาทมาก มีการใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการบริหาร
และการจัดการ การดำเนินการและยังรวมไปถึงการให้บริการกับลูกค้า เพื่อให้ซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้น
 เทคโนโลยี สารสนเทศมีผลเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน บทบาทเหล่านี้มีแนวโน้มที่สำคัญมากยิ่งขึ้นด้วยเหตุนี้เยาวชนคนรุ่นใหม่จึง ควรเรียนรู้และเข้าใจ
เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อจะได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศให้ก้าวหน้าและเกิดประโยชน์ต่อประเทศต่อไป